- - THAI SHIPPER - พิษค่าบาทรุมอัดแบงก์ชาติ หอการค้า-ส.อ.ท.ถาม 'มัวทำอะไรกันอยู่'
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update May 23,2013
พิษค่าบาทรุมอัดแบงก์ชาติ หอการค้า-ส.อ.ท.ถาม 'มัวทำอะไรกันอยู่' (Sep 20,2010)
 
 
  กรมส่งเสริมการส่งออกร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนา "ส่งออกอย่างไรในสภาวะเงินบาทแข็ง" ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยนางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้บริหารส่วนพยากรณ์เศรษฐกิจและวิเคราะห์เสถียรภาพ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยอมรับว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นกระทบต่อการส่งออก แต่การส่งออกไม่ใช่ปีกเดียวที่จะพยุงเศรษฐกิจ ขณะนี้มีทั้งอุปสงค์ของการบริโภคภายในที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของการนำเข้าก็มีการขยายตัว ธปท.ทำหน้าที่ดูแลในภาพรวมของเศรษฐกิจเห็นว่าขณะนี้การแข็งค่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากส่วนอื่นของโลกที่ใหญ่กว่าประเทศไทย จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปฝืนธรรมชาติ สู้เราปรับตัวเองและจะต้องปรับอย่างไรดีกว่า

"บาทแข็งมีทั้งคนได้คนเสียประโยชน์ ผู้ส่งออกก็มีทั้งนำเข้า ควรอาศัยจังหวะนี้ในการอัพเกรดการลงทุน มองไปถึงอนาคอีก 5 ปีข้างหน้า ไม่ใช่แค่ปีนี้ เพราะ ขณะนี้เราให้ความสำคัญกับปีนี้มากเกินไป อย่าไปหวังใช้กลยุทธ์เดิม ๆ" ดร.รุ่งกล่าว

ความเห็นของตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทยข้างต้นได้สร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นในที่สัมมนาทันที โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ธปท.อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีความหวังว่า ธปท.จะมีมาตรการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทหรือไม่อย่างไร

แม้กระทั่ง นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็ยังกล่าวว่า ค่าเงินบาทเริ่มส่งสัญญาณแข็งค่ามากผิดปกติ โดยสิงหาคมเพียงเดือนเดียวแข็งค่าถึง 1.8% และถ้านับตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าไปแล้ว 3.3% ซึ่งเป็นแนวโน้มแข็งค่ามาตลอด 2-3 ปี ตั้งแต่ปี 2551 แข็งค่าแล้ว 8% ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกมาตลอด ทำให้มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสัญญาณการแข็งค่าขณะนี้เริ่มมีเงินร้อนเข้ามาไม่ใช่การแข็งค่าตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้สามารถดูได้ไม่ยาก จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้ามาดูแล

ผู้ประกอบการขณะนี้ได้รับผลกระทบแล้ว โดยกลุ่มที่ได้รับมากที่สุดคือ ธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งเกษตรกร แรงงานทั่วไป ขณะที่กลุ่มที่กระทบรองลงมาคือ ธุรกิจขนาดกลางที่พึ่งพาวัตถุดิบภายในบางส่วนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้า

"แบงก์ชาติต้องกล้าที่จะบริหารค่าเงินมากกว่านี้ โดยยึดถือข้อเท็จจริงปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่ใช่บอกว่า ไม่มีผลกระทบและให้เอกชนปรับตัว ตอนนี้ปรับแล้ว ปรับจนใกล้จะตายแล้ว หากลากยากไปอีก 3 เดือน จะมีผู้ส่งออกมากกว่าครึ่งหายไป การพูดอย่างนี้เหมือนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่จริงใจที่จะช่วยเรา อย่างญี่ปุ่นแบงก์ชาติกล้าออกมาดูแลอย่างจริงใจ" นายดุสิตกล่าว

สำหรับแนวโน้มการส่งออกจากนี้คาดว่าไตรมาส 4 จะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนจากปัญหาค่าเงินบาท โดยตัวเลขส่งออกที่ขยายตัวดีขณะนี้เป็นผลจากการรับคำสั่งซื้อเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมการส่งออกปีนี้จะยังขยายตัวตามเป้าหมายเพราะช่วงต้นปีมีอัตราขยายตัวสูง

ขณะที่ นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงกับกล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการทำหน้าที่ของ ธปท.ที่สรุปว่า ไม่มีปัญหาจากเงินบาทแข็งค่า ซึ่งสถิติค่าเงินเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาพบว่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในโลก วันเดียวบาทแข็งค่าขึ้น 0.35% ขณะที่รองจากไทยคือ ไต้หวัน แข็งค่าเพียง 0.05% ส่วนญี่ปุ่นที่เจอค่าเงินเยนแข็งกว่าไทย ก็อ่อนค่าลง 0.32% จึงอยากถามว่า แบงก์ชาติมัวทำอะไรอยู่

เพราะ ส.อ.ท.ทำผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเกี่ยวกับค่าเงินกว่า 35% ตอบว่า กระทบหนัก อีก 35% ได้รับผลกระทบ และ 12% ได้รับผลกระทบน้อย ที่เหลืออีก 6% ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งสะท้อนว่า มากกว่า 80% ได้รับผลกระทบและส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะผู้ส่งออกข้าว

"เราลดต้นทุนจนตัวลีบแล้ว เดิมรับคำสั่งซื้อยาว 6-10 เดือน แต่ตอนนี้พยายามลดเหลือช่วงสั้น ๆ ลง และเดิมตั้งค่าบาทไว้ 31.50% ตอนนี้ต้องปรับมาที่ 30 บาท/ เหรียญสหรัฐแล้ว และถ้าต้องไปตั้งรับที่ 29 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็คงขายของไม่ได้แน่ ส่วนเรื่องการปรับตัวถ้ามันมากไป เช่น เลือกการนำเข้าวัตถุดิบแทนการใช้ของในประเทศ ผลกระทบก็จะลามไปถึงผู้ผลิตในประเทศและขยายวงผลกระทบไปมากขึ้น"

ขณะที่ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามปัญหาค่าเงินผันผวนอย่างใกล้ชิดและพยายามดูแลอย่างเต็มที่ โดยจะเสนอให้มีการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ให้เอื้ออำนวยต่อการช่วยเหลือภาคธุรกิจมากขึ้น เช่น การเสนอให้มีการขยายระยะเวลาถือค่าเงินดอลลาร์ออกไปเพิ่ม การให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เข้ามาช่วยประกันการทำความเสี่ยงค่าเงิน รวมถึงส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขนาดเล็กและ SMEs รวมกลุ่มกันเข้ามาทำประกันความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อสร้างแรงต่อรองและช่วยธุรกิจขนาดเล็กให้ลดความเสี่ยงจากการถือครองค่าเงิน เนื่องจากตอนนี้ภาคส่งออกเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากมีปัญหาก็จะกระทบต่อธุรกิจภาคอื่น ทั้งภาคการเกษตร การจ้างแรงงาน และการผลิตตามไปด้วย อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตถึง 20% ตามเป้าหมายอยู่
 
  Source : ประชาชาติธุรกิจ  
   
  Market Trends ในเดือน September  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
May 23,2013
 
Buying
Selling
USD
29.55
29.93
JPY
28.67
29.33
EUR
38.08
38.78
BBL | SCB | TFB