- - THAI SHIPPER - สินค้าส่งออกขอขึ้นราคา15% ผู้ค้าอ้างบาทแข็ง/ต้นทุนพุ่ง
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update May 23,2013
สินค้าส่งออกขอขึ้นราคา15% ผู้ค้าอ้างบาทแข็ง/ต้นทุนพุ่ง (Sep 20,2010)
 
 
  นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยจำนวนมาก เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า, เสื้อผ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ, เยื่อและกระดาษ, อาหารสำเร็จรูป และเกษตรแปรรูป เริ่มเจรจากับลูกค้าต่างประเทศในการขอปรับขึ้นราคาสินค้า 10-15% เพื่อลดปัญหาการขาดทุนจากการแข็งค่าของเงินบาท

ล่าสุดคู่สัญญาในต่างประเทศยินยอมให้ปรับราคาสินค้าแล้วเฉลี่ยที่ 5% เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยเสริมสภาพคล่อง เพราะหากผู้ส่งออกไทยปิดกิจการจะเกิดความยุ่งยากในการหาลูกค้าใหม่ในประเทศอื่น ที่สำคัญลูกค้ายังยอมรับคุณภาพสินค้าไทยอยู่ ขณะเดียวกันคู่แข่งทางการค้าของไทยหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จีน และ เวียดนาม ที่ดั๊มราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อเจาะตลาดโลก ก็เริ่มประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทำให้หลายรายต้องถือโอกาสเจรจากับคู่ค้าในการปรับขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน

“หากคู่สัญญาในต่างประเทศสามารถปรับราคาให้ประมาณ 10-15% ก็จะทำให้คุ้มทุนการผลิตในช่วงการแข็งค่าของเงิน แต่ก็ยังถือว่าดีที่คู่ค้าอุตห์ส่าให้ขึ้นราคาสินค้าบางรายก็ได้ปรับขึ้นถึง 10% หรือบางรายได้ปรับ 2-3% เพื่อเป็นการช่วยเหลือทางธุรกิจกันในช่วงที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ลูกค้าไม่ช่วยเหลือก็ได้เพราะมีตลาดอื่นที่สามารถผลิตสินค้าได้เหมือนกับไทยและราคาถูกกว่า” นายสมมาต กล่าว

ทั้งนี้ ภาคเอกชนไม่สามารถรอมาตรการความช่วยเหลือจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเข้ามาสกัดไม่ให้ค่าเงินแข็งมากนักไม่ได้อีกแล้ว เพราะตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทไทยแข็งค่า 2.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ไม่เห็น ธปท.เข้าไปดำเนินการอย่างจริงจัง แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง หรือแม้แต่ คณะผู้บริหารของสอท. ขอความร่วมมือให้ดำเนินเร่งด่วนแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ธปท. และ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดำเนินการได้ก็คือขอให้ชะลอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปถึงปลายปี เพราะหากปรับขึ้นจะทำให้เงินต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยอีกจนกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งตัว ประกอบกับก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าธปท.อาจปรับอัตราดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 2% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.75% เพื่อควบบคุมเงินเฟ้อ

ด้านนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ส.อ.ท.กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารได้ขอปรับราคาสินค้าส่งออกบางรายการขึ้นตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อาทิ ข้าว สับปะรดกระป๋อง ปลากระป๋อง น้ำตาล มันสำปะหลัง เป็นต้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงมากจนกระทั่งขาดทุนกำไรไปแล้ว

“อุตสาหกรรมอาหารถือว่ามีการแข่งขันสูงมาก และเมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้เราต้องขอปรับราคาสินค้าขึ้นกับคู่ค้า ซึ่งบางประเทศก็เข้าใจและรับได้ แต่บางประเทศก็เลือกที่จะชะลอคำสั่งซื้อออกไปสักระยะเพื่อรอดูสถานการณ์ของค่าเงิน และถือว่าโชคดีที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคก็มีการขอปรับราคาสินค้าขึ้นเช่นเดียวกับไทย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น” นายวิศิฎ์ กล่าว

นายวิศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมอาหารได้รับคำสั่งซื้อ(ออเดอร์)จากตลาดใหม่ๆอาทิ รัสเซีย ตะวันออกกลาง เพิ่มไม่ต่ำกว่า 10-20% รวมทั้งประเทศปากีสถานที่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร และหยุดส่งออกอาหารสำคัญอย่างข้าว รวมทั้งปลายปีเป็นฤดูกาลที่ประเทศคู่ค้ามีการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก จะช่วยภาคการส่งออกอาหารไตรมาส 4 ขยายตัวได้ แต่ยอมรับว่าออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถชดเชยกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นได้

นอกจากนี้ นายวิศิษฏ์ คาดว่า ในปี 2553 อุตสาหกรรมส่งออกจะมีมูลค่า 8.2 แสนล้านบาท ขยายตัวได้ 10% จากปีก่อนที่ส่งออกมูลค่า 7.8 แสนล้านบาท

ด้านนายทวี ปิยะวัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.เอฟ.พี. เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิต และทำตลาดอาหารแปรรูปจากเนื้อปลาแช่แข็งยี่ห้อพีเอฟพี(PFP) กล่าวว่า บริษัทได้ขอปรับราคาสินค้าขึ้น 10 เซนต์ต่อกิโลกรัม กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เพื่อให้ครอบคลุมกับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นมา แต่ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่มีลูกค้ารายใดตอบรับเลย นอกจากนี้ กลางปีที่ผ่านมาบริษัทเคยขอปรับราคาสินค้าไปแล้ว 5-10 เซนต์ต่อกิโลกรัม

“เราไม่คิดว่าเงินบาทจะแข็งค่าเร็วขนาดนี้ ซึ่งตอนที่เราส่งออกได้กำหนดราคาขายไว้ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ แต่ตอนนี้เงินบาทแข็งค่าที่ระดับ 30.8 บาทต่อเหรียศหรัฐฯ ซึ่งทำให้กำไรหายไปค่อนข้างมากเหลือ 2-3% เท่านั้น จากเดิมอาหารแปรูปมีกำไรจากการส่งออกราว 7-8% ซึ่งถือว่าส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกอย่างมาก และต้องการให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือด่วน เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่าจนแตะระดับ 30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ อุตสาหกรรมอาหารต้องเพลี่ยงพล้ำย่ำแย่” นายทวี กล่าว

ส่วนนายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย อาทิ กลุ่มสินค้าของตกแต่งบ้าน ของเล่นไทย เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนไทย สินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ และเครื่องเขียนและเครื่องใช้ในสำนักงานไทย ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีรายได้จากการส่งออกสินค้า และเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) อีกทั้งยังขาดสภาพคล่องในการผลิตและการลงทุน

“ผู้ประกอบการยังอยู่ในช่วงระหว่างการผลิต และส่งมอบสินค้าตามออร์เดอร์ที่ได้รับ จากการรับออร์เดอร์ไปในช่วงที่ผ่านมา และรับออร์เดอร์ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32-33 บาท และหากหลังจากนี้ค่าเงินบาทยังแข็งค่า และไม่ได้รับการแก้ไข ก็คาดว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบและส่งผลให้มีกำไรลดลง”

อย่างไรก็ตาม การรับออเดอร์จากต่างประเทศของกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ถือว่าได้รับออเดอร์อย่างเต็มที่ และไม่สามารถขยายการรับออเดอร์ได้ ถึงแม้บางหลายหน่วยงานต้องการให้ขยายการรับออเดอร์ออกไปอีก แต่ทางกลุ่มผลิตภัณฑ์เองมองว่าไม่กล้าพอ เนื่องจากเสี่ยงเกินไปหากค่าเงินบาทยังคงมีปัญหา

นายจิรบูลย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ในปี 2552 ที่ผ่านมา ส่งออกได้กว่า 62,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยในปี 2553 ช่วง7 เดือนแรกของปี หรือตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมกว่า 1,649.32 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนประมาณ 17.81%
 
  Source : แนวหน้า  
   
  Market Trends ในเดือน September  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
May 23,2013
 
Buying
Selling
USD
29.55
29.93
JPY
28.67
29.33
EUR
38.08
38.78
BBL | SCB | TFB