- - THAI SHIPPER - แนะธุรกิจพลิกวิกฤตบาทแข็ง ลงทุนสร้างฐานผลิตใน 'เวียดนาม'
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update Jun 19,2013
แนะธุรกิจพลิกวิกฤตบาทแข็ง ลงทุนสร้างฐานผลิตใน 'เวียดนาม' (Sep 30,2010)
 
 
  เวียดนาม เป็นเสือเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งที่เพิ่งเปิดประเทศหลังพ้นจากสงครามมาได้ไม่นาน แต่เวียดนามกลับกลายมาเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก

ตลาดเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมหาศาลสำหรับ "คู่ค้า" แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่ดีวันดีคืนก็ได้จุดชนวนคำถามตามมาว่า เพื่อนบ้านรายนี้จะผงาดขึ้นมาเป็น "คู่แข่ง" ของไทยในเร็ววันนี้หรือไม่

กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการ ต่างประเทศ ร่วมกับสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสัมมนาเรื่อง "ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม : มองอดีต คิดถึงอนาคต" เพื่อนำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ การเมือง และเศรษฐกิจ

นายวิทยา ศุภธนากุล ที่ปรึกษาศูนย์ CLMV วิจัยและพัฒนา ม.ธรรมศาสตร์ นำเสนอในมิติเศรษฐกิจว่า นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เพราะแม้เวียดนามจะเพิ่งเปิดประเทศในปี 2529 แต่ความขยันของคนเวียดนามทำให้ประเทศนี้กลายเป็นผู้ส่งออกและยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ

จุดเด่นของเวียดนามคือมีทรัพยากรธรรมชาติมาก อาทิ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงมีอาหารทะเล อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 3,260 กิโลเมตร รวมถึงจำนวนประชากรที่อายุต่ำกว่า 35 ปี มีถึง 65% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 57 ล้านคน เวียดนามจึงยังมีศักยภาพเรื่องแรงงานที่จะรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมได้อีกมาก และค่าแรงยังมีราคาถูก

ยังไม่นับรวมจุดแข็งเรื่องการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีความเข้มงวดเรื่องการคอร์รัปชั่น มีวัฒนธรรมผสานผสานระหว่างจีนและตะวันตก

โอกาสธุรกิจในเวียดนามยังมีมาก เพราะคนเวียดนามยังมีกำลังซื้อสูง รวมถึงกำลังซื้อแฝงจากกลุ่มชาวเวียดนามโพ้นทะเล ซึ่งในปีที่แล้วส่งเงินกลับมาเวียดนามถึง 6.28 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เวียดนามเป็นประเทศที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจ โดยมีการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ย 7.2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในเอเชียเป็นรองเฉพาะจีน ขณะที่สินค้าไทยได้รับความนิยมในหมู่ชาวเวียดนามมาก

นายวิทยาระบุว่า เวียดนามมีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิต และส่งสินค้ากลับมาขายในเมืองไทย หรือส่งไปขายในอาเซียนด้วย ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากถึง 15% ขณะที่เวียดนามได้มีการปรับลดค่าเงินด่องหลายระลอก ทำให้เงินด่องอ่อนค่าลงแล้ว 9% ในปีนี้ แต่หากมองย้อนไปในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา จะพบว่าค่าเงินด่องลดค่าลงไปแล้ว 22%

หากมองในแง่หนึ่ง สินค้าของไทยจะขายได้ยาก เพราะมีราคาแพงขึ้น แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง หากธุรกิจไทยแบ่งไปลงทุนในเวียดนามบางส่วนก็จะได้ประโยชน์จากค่าเงินที่อ่อนค่า ประกอบกับค่าแรงและค่าวัตถุดิบราคาถูก ทำให้ต้นทุนถูกลง โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่ยังสามารถเข้าไปลงทุนในเวียดนามได้ ซึ่งธุรกิจที่ยังมีโอกาสมากคือสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน รวมถึงภาคบริการที่ไทยมีความได้เปรียบ

ทั้งนี้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนใน เวียดนามมากเป็นอันดับ 10 (ก.ค. 2553) มีจำนวนโครงการลงทุน 235 โครงการ มูลค่ารวม 5.7 พันล้านดอลลาร์

แต่ความท้าทายก็ยังมีหลายประการ อาทิ การแข่งขันที่สูง ทั้งในส่วนท้องถิ่นและธุรกิจต่างชาติ และหากสินค้าติดตลาดก็จะถูกเลียนแบบ นอกจากนี้ผู้ผลิตต้องเข้าใจธรรมชาติในการค้าขายของเวียดนามซึ่งมีค่าเช่าพื้นที่แพง ทำให้ร้านค้าต้องวางสินค้าที่ขายทั้งหมด ผู้ผลิตต้องขยันส่งสินค้าให้เพราะร้านจะไม่สต๊อกสินค้าจำนวนมาก ๆ ขณะที่ความต้องการของชาวเวียดนามก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละภาค
 
  Source : ประชาชาติธุรกิจ  
   
  Market Trends ในเดือน September  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
Jun 19,2013
 
Buying
Selling
USD
30.51
30.89
JPY
32
32.73
EUR
40.63
41.35
BBL | SCB | TFB