|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
| |
|
|
Last Update Sep 06,2010
|
|
 |
 |
7 เดือนแรก บาทแข็ง 3.4% ลดต้นทุนนำเข้า 1.2 แสนล้านบาท ทุบรายได้ส่งออกหาย 1.7 แสนล้าน (Sep 06,2010) |
 |
| |
|
|
| |
รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยภายหลังการประชุมฝ่ายรัฐบาลออกมาระบุว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลการไหลเข้าออกของเงินทุนไหลเข้า และการเคลื่อนไหวของเงินบาทอย่างใกล้ชิด
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งจัดประชุมในวันเดียวกัน ได้ข้อสรุปให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง ในการเข้าดูแล (เงินบาท) ได้ทันต่อสถานการณ์
การเคลื่อนไหวทั้งสองเหตุการณ์ มีขึ้นหลังจากค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จนทำสถิติแข็งค่าสูงสุดในรอบ 29 เดือน ที่ระดับ 31.40/45 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2553 ทั้งนี้นับจากต้นปี 2553 จนถึงวันที่ 1 ก.ย. บาทได้ปรับค่าแข็งขึ้นไปแล้ว 6.9% หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 32.46 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทได้ขยับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ โดยพุ่งขึ้นมาแข็งค่าเป็น 31.15/16 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 ก.ย.) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาด 31.17/19 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน ทำให้รัฐบาลเริ่มวิตกกังวลว่าจะกระทบการส่งออก ซึ่งเป็นภาคธุรกิจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเงินบาทยังจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหากแข็งค่าขึ้นไปทะลุ 31 บาทต่อดอลลาร์ จะถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อปี 2540

อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าเงินของบาทมีผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบ มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ โดยหากเงินบาทแข็งขึ้นจะทำให้ผู้ส่งออกมีรายได้เป็นเงินบาทลดลง แต่ผู้นำเข้าก็จะซื้อของได้ถูกลงด้วย ในทางตรงข้าม ถ้าเงินบาทอ่อน
ผู้ส่งออกจะมีรายได้เป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้นำเข้าจะมีต้นทุนการนำเข้าที่แพงขึ้น" นางธาริษากล่าว
ดังนั้น ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับรายได้ที่เป็นเงินบาทของผู้ส่งออกจะเห็นชัดเจนว่าลดลง ทั้งนี้พบว่าในช่วง 7 เดือนแรกค่าเงินบาทเฉลี่ยต้นปี 2553-31 ก.ค. อยู่ที่ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ และมูลค่าการส่งออกเป็นเงินบาทเฉลี่ย 7 เดือน มีจำนวน 3.5 ล้านล้านบาท และการนำเข้ามีจำนวน 3.4 ล้านล้านบาท
หากเปรียบเทียบกับปี 2552 ที่ค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.30 บาทต่อดอลลาร์ มูลค่าการส่งออกเป็นเงินบาทมีจำนวน 5.2 ล้านล้านบาท และการนำเข้ามีจำนวน 4.6 ล้านล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า การที่เงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น 3.4% ในปีนี้ ได้ทำให้รายได้เป็นเงินบาทของผู้ส่งออกหายไปประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ขณะที่นำเข้าเป็นเงินบาทลดลง 1.2 แสนล้านบาท
เพราะฉะนั้น หากผู้ส่งออกรายใดมีการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนด้วย แม้รายได้เป็นเงินบาทจะลดลง แต่ต้นทุนการนำเข้าก็ถูกลงด้วย ในกรณีนี้จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร
แต่ประเด็นที่สร้างความวิตกในขณะนี้ คือ ผู้ส่งออกที่ไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุน เช่น การส่งออกสินค้าเกษตร ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ในกรณีนี้สินค้าเกษตรอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคา (มาร์จิ้น) ในตลาดโลกที่อยู่ระดับสูง ดังนั้นประเด็นคือมาร์จิ้นที่ได้เพียงพอไหม และการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จะสามารถแข่งขันได้หรือไม่
ต่อสถานการณ์การแข็งค่าของเงิน นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ให้ความเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถพึ่งพาข้างในได้ทั้งจากปัจจัยในประเทศเรื่องการเมือง
และตอนช่วงแรกที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งทุกอย่างถูกระทบไปหมด จึงอาศัยการส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ปัจจัยอื่น ๆ เริ่มเพิ่มความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการลงทุนของภาครัฐซึ่งมีการทยอยเบิกจ่ายในส่วนของโครงการไทยเข้มแข็ง
"ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นรายได้จากการส่งออกที่แลกเป็นเงินบาทอาจจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่มีตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ ที่จะรองรับ โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนตอนนี้น่าจะเป็นวัฏจักรใหม่ของการลงทุนภาคเอกชน" นางธาริษากล่าว
นางธาริษามองว่า ช่วงเงินบาทแข็งค่า ภาคเอกชนมีการป้องกันความเสี่ยงและต้องปรับปรุงเครื่องจักรต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะแรงงานของเราในอนาคตจะมีปัญหาความไม่เพียงพอหรือขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะฝีมือ ประกอบกับโครงสร้างประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กำลังแรงงานจะลดลง ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเครื่องจักรให้ทันสมัยเพื่อมาทดแทนแรงงานที่ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นนี่คือจังหวะที่ต้องลงทุน เนื่องจากเงินบาทแข็งทำให้ซื้อเครื่องจักรได้ถูกลง ซึ่งคิดว่าเอกชนมีการปรับตัวอยู่แล้ว
ด้านนายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ สถาบันการศึกษาในสังกัดบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า แนวโน้มค่าเงินในภูมิภาคและเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐประกาศชัดเจนว่า จะกอบกู้เศรษฐกิจโดยเพิ่มการส่งออกให้มากขึ้นเป็นเท่าตัวใน
5 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า ค่าเงินดอลลาร์จะต้องอ่อนลงอย่างน้อย 20-30% หรือมากกว่านั้น เพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย
"หากรัฐบาลสหรัฐทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อน เพื่อสนับสนุนการส่งออก คงยากที่จะรั้งเงินบาทหรือเงินในภูมิภาคไม่ให้แข็งค่าขึ้นได้ และทุกสกุลเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์คงไปทิศทางเดียวกัน ดังนั้นเราควรฉวยโอกาสใช้เป็นประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท อย่าไปฝืนตลาดเพราะมีบทเรียนมาแล้วเมื่อปี 2540" ดร.สมภพกล่าว
ในแง่ของการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน พบว่าภาคเอกชนมีการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงในอัตราต่ำ โดยแหล่งข่าวจากห้องค้าเงิน ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" โดยตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลหลักเป็นเพราะผู้นำเข้าและส่งออกจำนวนมากเข้าใจว่า การป้องกันความเสี่ยง หมายถึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ดังนั้นผู้ที่ทำป้องกันความเสี่ยง (hedging) โดยการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward) จึงจำกัดวงอยู่ในกลุ่มผู้นำเข้าส่งออกรายใหญ่
"จากฐานลูกค้าทั้งหมดกลุ่มนี้มีการป้องกันความเสี่ยงเกินกว่า 50% ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือ SMEs ยังป้องกันความเสี่ยงไม่ถึง 30%" แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ แหล่งข่าวรายเดิมยังตั้งข้อสังเกตถึงผลข้างเคียงจากการแทรกแซงตลาดของ ธปท.ว่า อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่พึงประสงค์ หรือไม่เป็นไปตามที่ทางการต้องการ
เพราะการแทรกแซงเป็นระลอกและกินช่วงเวลานานพอสมควร ทำให้ลูกค้าบางส่วนเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนนิ่งแล้ว ก็ไม่ทำการป้องกันความเสี่ยง และเมื่อจะปล่อย ธปท.ก็ปล่อยอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลาดบางส่วนแตกตื่นและเกิดการซื้อหรือขายอยู่ขาเดียว
"จากที่เราได้พบกับลูกค้าจำนวนมากเลย ที่เมื่อเราแนะนำให้เขาป้องกันความเสี่ยงไว้ แต่เขาเห็นว่าแบงก์ชาติดูแลให้นิ่งอยู่แล้วเขาก็ไม่ป้องกัน แต่เมื่ออยู่ดี ๆ แบงก์ชาติปล่อยเขาก็พร้อมใจกันเข้ามาขาย เช่นต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาที่แบงก์ชาติเข้ามาดูแลน้อย ปรากฏว่ามีแรงขายดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออกอย่างหนาแน่น"
แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ความไว้ใจของ ธปท.กับธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันอาจจะมีน้อย แต่เห็นว่า ธปท.ต้องมีเป้าหมายว่าต้องการให้ผู้ส่งออกนำเข้า มีพฤติกรรมการซื้อขายอย่างไรแล้ววางกรอบออกมา เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความร่วมมือ
"ความไม่สมดุลของการซื้อและขายมันจะมีอยู่ต่อไป เพราะยังมีประเด็นที่เป็นปัญหา คือ ในส่วนของผู้ประกอบการยังมองว่าการปิดความเสี่ยงเป็นต้นทุน แบงก์ชาติดูแลให้อยู่แล้ว ขณะที่การบริหารจัดการของทางการก็กำลังทำให้เกิดพฤติกรรมคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับที่ทางการอยากให้เป็น" แหล่งข่าวกล่าว
|
|
| |
Source : ประชาชาติธุรกิจ |
|
| |
|
|
| |
Hot Issues ในเดือน September
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
Home |
News&Events |
Shipping Society |
Market Trends |
Rate Request
Sailing Schedule |
Cargo Tracking |
Directories |
Facts&Figures |
Forum |
After Work
Member Area |
Career Opportunities |
Post Resume |
Feedback |
Contact Us |
Disclaimer
|
|
|
|
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
|
|
|
|
|
|
|
|
Bank of Thailand
Last update
Sep 07,2010
|
| |
Buying
|
Selling
|
|
USD
|
30.87
|
31.26
|
|
JPY
|
36.41
|
37.24
|
|
EUR
|
39.67
|
40.41
|
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|