- - THAI SHIPPER - 'อินเดีย' ยังเสน่ห์แรงอยู่ไหม
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update Jun 20,2013
'อินเดีย' ยังเสน่ห์แรงอยู่ไหม (Jul 03,2012)
 
 
  ข้อมูลเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจอินเดียเริ่มลดความน่าดึงดูดใจในฐานะประเทศน่าลงทุน หากไม่เร่งแก้ไข อาจหลุดกรอบแหล่งลงทุนเสน่ห์แรงของโลก

เสน่ห์ของ "อินเดีย" เริ่มจางหายไป จากประเทศสุดร้อนแรงที่ตีคู่มากับจีน กลับกลายเป็นเดินสู่จุดอับจากปัญหาสารพัดภายในบ้าน แต่นักลงทุนยังไม่ละสายตาจากยักษ์เอเชียรายนี้

ก่อนหน้านี้ อินเดียถูกจับตามองในฐานะประเทศที่เติบโตร้อนแรง และมีศักยภาพมากพอที่จะไล่แซงพญามังกร แต่ตอนนี้สถานการณ์ของแดนโรตีดูเหมือนกำลังเดินสู่มุมอับ เพราะสารพัดปัญหาที่รุมเร้า ทั้งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล ส่งผลให้การปฏิรูปนโยบายติดหล่ม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับอ่อนแอที่สุดในรอบ 9 ปี ซึ่งอธิบายถึงการที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุด

แต่เริ่มมีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงให้เห็น ดังกรณีของบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ "อิเกีย" และ "โคคา โคลา" ที่เตรียมปั๊มเงินเกือบ 1.9 พันล้านดอลลาร์ และ 3 พันล้านดอลลาร์ สู่ตลาดอินเดีย วาณิชธนกิจต่างปรับมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นแดนโรตี และท่าทีของนายกรัฐมนตรี "มานโมฮัน ซิงห์" ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีคลังชั่วคราว แทนนายประนาป มุขเคอร์จี ซึ่งลาออกไปลงเลือกตั้งประธานาธิบดี

นายซิงห์ต้องการปลุกสัญชาตญาณสัตว์ที่อยู่ในเศรษฐกิจอินเดีย และพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้ง หลังจากที่เคยสร้างผลงานมาแล้วในสมัยเป็นรัฐมนตรีคลังเมื่อปี 2534 และสามารถปฏิรูปให้เศรษฐกิจอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็วมาตลอด 2 ทศวรรษ โดยนายซิงห์ให้น้ำหนักกับเรื่องภาษี อุตสาหกรรมประกันและกองทุนรวม ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในการฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนภารตะ

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ "คูเวต โปรเจ็กต์" หรือคิปโค นายพินัก ไมตรา มองว่า อินเดียเป็นโอกาสที่ดีมาก เศรษฐกิจเติบโต 6% และจะโตเพิ่มเป็น 10% หากขจัดอุปสรรคที่เกิดจากนักการเมืองออกไปได้ เศรษฐกิจอินเดียจะโตได้จากประชากร ผู้ประกอบการวิสาหกิจ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา

คิปโค ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนรายใหญ่สุดของคูเวต ที่มีสินทรัพย์รวมกันราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ นับถึงสิ้นปี 2554 ยังไม่ได้มีแผนลงทุนในแดนภารตะ แต่มีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตลาดนี้ก่อน

ถึงแม้อินเดียยังคงเผชิญสารพัดปัญหาท้าทาย ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอจากระดับ 10% ก่อนวิกฤตการเงินโลก อยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี 5.3% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม ส่วนตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายนก็เซื่องซึม แม้อาจแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน

ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส และฟิทช์ ต่างก็ขู่จะลดอันดับเครดิตด้านการลงทุนของอินเดียสู่ระดับขยะ เหตุเพราะรัฐบาลที่พลัดหลงจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และไม่ได้ลงมือแก้ไขปัญหาขาดดุลงบประมาณมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดลากเศรษฐกิจของแดนโรตี ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่า 7% รวมถึงวิกฤตหนี้ในยูโรโซนที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจอินเดีย

แต่ที่น่าสนใจ คือ มีดัชนีบางตัวที่สะท้อนว่า นักลงทุนยังใส่เงินเข้าสู่ตลาดอินเดียแบบเงียบๆ อย่างกรณีของนักลงทุนต่างประเทศในกลุ่มสถาบันซื้อหุ้นสุทธิ 8.6 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และซื้อตราสารหนี้สุทธิ 3.9 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ แต่ก็เห็นถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนขาออกด้วยเช่นกัน

นี่ทำให้ดัชนีบีเอสอี ตลาดหุ้นอินเดีย ทำผลงานได้ดีเมื่อเทียบในกลุ่มบริกส์ "ดอยช์ แบงก์" และ "เจ.พี. มอร์แกน" ก็ปรับเพิ่มน้ำหนักของตลาดหุ้นอินเดีย เพราะราคาหุ้นที่ถูกลงเมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยในช่วงนับสิบปี

ซีอีโอของบริษัทบริหารการลงทุน "แบร์ แคปิตอล พาร์ตเนอร์ส" จากดูไบ นายบริจ ราช ซิงห์ มองว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีที่จะเลือกลงทุนในอินเดียในฐานะนักลงทุนระยะยาว เพราะยังมีพื้นฐานที่น่าดึงดูด และการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากสุด คือ การอ่อนค่าของเงินรูปี และภาวะอัมพาตทางการเมือง

ในอีกแง่หนึ่ง ราคาน้ำมันที่ลดลงอาจช่วยบรรเทาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียลง โดยราคาน้ำมันที่ลดลงทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากดำเนินไปอย่างยั่งยืน จะช่วยลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลงประมาณ 0.4-0.5% โดยตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของอินเดียในเดือนมีนาคม ทำสถิติอยู่ที่ 2.17 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ดุลการชำระเงินขาดดุล 5.7 พันล้านดอลลาร์

ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ของควอนตัม แอสเส็ต แมเนจเมนต์ "อาร์วินด์ ชารี" มองว่า หากราคาน้ำมันยังคงลดลง และนำเข้าทองคำลดลง ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะแคบลงเหลือไม่ถึง 3% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2556

หากมองในแง่ผลตอบแทน พันธบัตร เงินฝาก และหุ้นของอินเดียยังน่าสนใจในช่วง 1-2 ปีนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงยังช่วยลดแรงกดดันด้านการคลังของอินเดีย เนื่องจากรัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนมหาศาลสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ใช้ในประเทศ

สำหรับค่าเงินรูปีที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 17 ปี เมื่อไตรมาสเมษายน-มิถุนายน อาจจะกระตุกให้ความต้องการบริโภคสินค้านำเข้าราคาแพงลดลง และส่งผลให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ทุกๆ 1% ที่รูปีอ่อนค่าลงจะกระตุ้นให้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นกว่า 4% จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น และนำเข้าลดลง

อินเดียส่งออกเกือบ 60% ไปยังตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจีน จึงมีความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซนจะน้อยกว่าเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชีย นอกจากนี้ อินเดียยังไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง
 
  Source : กรุงเทพธุรกิจ  
   
  Market Trends ในเดือน July  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
Jun 20,2013
 
Buying
Selling
USD
30.65
31.08
JPY
32
32.73
EUR
40.95
41.67
BBL | SCB | TFB